สิ่งที่ควรต้องรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการจดทะเบียนรถยนต์นำเข้า

สิ่งที่ควรต้องรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการจดทะเบียนรถยนต์นำเข้า

หลายๆ คนที่อยากจะขับรถยนต์ที่มีวางขายอยู่ที่ต่างประเทศ แต่ไม่มีการวางขายที่ไทย ซึ่งคุณอาจไม่เคยทราบขั้นตอนต่างๆ ในการนำเข้าอย่างถูกกฎหมาย เราจึงได้นำข้อมูลเหล่านี้มานำเสนอให้คุณได้ทราบกัน กับ สิ่งที่ควรต้องรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการจดทะเบียนรถยนต์นำเข้า

สิ่งที่ควรต้องรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการจดทะเบียนรถยนต์นำเข้า

           นอกจากรู้จักกับรถสปอร์ตญี่ปุ่นแห่งยุค ’90 ในการนำเข้ารถยนต์ส่วนตัวจากต่างประเทศนั้น มีขั้นตอนที่ค่อนข้างเยอะอยู่พอสมควร แต่เพื่อเป็นการทำให้ถูกกฎหมาย และนำมาขับขี่ในประเทศไทยได้อย่างสบายใจนั้น ก็เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง โดยวันนี้เราจะมานำเสนอขั้นตอนในการนำเข้ารถยนต์ส่วนตัวที่ไม่ใช่รูปแบบตัวแทนจำหน่ายนำเข้าให้ทุกคนได้ทราบกัน รถยนต์นำเข้าส่วนตัวจากต่างประเทศนั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ รถยนต์ใช้แล้วและต้องการซื้อเพื่อนำเข้ามาใช้งานในประเทศ  และรถยนต์ส่วนตัวที่ใช้และครอบครองในขณะที่อยู่ต่างประเทศ

รถยนต์นำเข้าส่วนตัว

                รถยนต์ส่วนตัวใช้แล้ว ซึ่งจะอธิบายง่ายๆ ก็คือรถยนต์มือสองที่ถูกขายทอดตลาดในต่างประเทศ แต่มีผู้ซื้อที่ไทยประสงค์จะซื้อและนำเข้ามายังประเทศไทย ซึ่งรถยนต์ประเภทดังกล่าวนี้ถูกห้ามในการซื้อเพื่อนำเข้ามาใช้งานในประเทศ เว้นแต่เป็นรถยนต์ที่ซื้อและใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 1 ปี 6 เดือน ในขณะที่อยู่ต่างประเทศ พร้อมทั้งต้องเป็นผู้อยู่อาศัยอยู่ในต่างประเทศไม่ต่ำกว่า 1 ปี 6 เดือน จึงจะสามารถนำเข้ารถยนต์มือสองเข้ามาในประเทศได้ถูกต้องตามกฎหมาย

สำหรับรถยนต์ส่วนตัวที่ใช้และครอบครองในขณะที่อยู่ต่างประเทศ ต้องมีการถือครองเป็นเอกสารสิทธิ์ไม่ต่ำกว่า 1 ปี 6 เดือน และอาศัยอยู่ต่างประเทศไม่ต่ำกว่า 1 ปี 6 เดือนเท่านั้น รวมไปถึงสภาพรถต้องเข้าตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดเท่านั้น

สำหรับรถยนต์ส่วนตัว

เกณฑ์การขออนุญาตนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศมีดังนี้

กรณีของคนไทย

-สามารถนำเข้ามาได้คนละ 1 คันเท่านั้น

-ต้องอาศัยอยู่ต่างประเทศไม่ต่ำกว่า 1 ปี 6 เดือน

-ต้องถือกรรมสิทธิ์หรือครอบครองในระหว่างที่อยู่ต่างประเทศไม่ต่ำกว่า 1 ปี 6 เดือน

-มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของประเทศที่ใช้รถ หรือใบขับขี่รถยนต์นานาชาติ ในขณะที่ได้ถือกรรมสิทธิ์ครอบครองรถ

-ไม่สามารถจำหน่าย จ่าย โอน รถยนต์ที่นำเข้าในระยะเวลา 3 ปี เว้นแต่ในกรณีที่ตกทอดทางมรดกเท่านั้น

กรณีที่เป็นชาวต่างชาติ

                -สามารถนำเข้ามาได้คนละ 1 คันเท่านั้น

-ต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือ ตม. ให้เข้ามาอยู่ในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 1 ปี และจะต้องได้รับอนุญาตให้สามารถทำงานในประเทศไทยได้อย่างถูกกฎหมาย

-ในกรณีเป็นชาวต่างชาติที่เกษียณอายุหรือมีคู่สมรสเป็นคนไทย และต้องการมาอาศัยในประเทศ ก็สามารถนำเข้าได้เช่นเดียวกัน

-มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของประเทศที่ใช้รถ หรือใบขับขี่รถยนต์นานาชาติ ในขณะที่ได้ถือกรรมสิทธิ์ครอบครองรถ

-ไม่สามารถจำหน่าย จ่าย โอน รถยนต์ที่นำเข้าในระยะเวลา 3 ปี เว้นแต่ในกรณีที่ตกทอดทางมรดกเท่านั้น

                ให้ทุกคนที่ต้องการนำเข้ารถยนต์ส่วนตัว ตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นตามข้อมูลด้านบนนี้ เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบ หากพบว่าตัวเองเข้าเกณฑ์ตามคุณสมบัติเบื้องต้นนี้ ก็ทำการเตรียมเอกสารสำคัญ และทำสำเนาให้พร้อม เพื่อยื่นประกอบในการพิจารณาการนำเข้ารถยนต์ กับกระทรวงพาณิชย์ แล้วถ้าหากทางกระทรวงพาณิชย์และกรมศุลอนุมัติเรียบร้อยแล้ว ก็ทำการนำรถไปจดทะเบียนนำเข้ากับกรมเจ้าท่าต่อได้เลย

                ขั้นตอนการจดทะเบียนรถยนต์นำเข้ามาในไทยหลังาจากที่ได้รับใบรับรองจากกรมศุลกากรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะต้องเข้าไปจดทะเบียนรถยนต์นำเข้าตามระเบียบของกรมการขนส่งทางบกของประเทศไทยต่อ ซึ่งจะมีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้

จดทะเบียนรถยนต์

                ขั้นตอนแรกจะเป็นการเตรียมเอกสารสำคัญต่างๆ ดังนี้

                -ใบรับรองการนำเข้าจากกรมศุลกากร (แบบ 32)

-สำเนาใบขนส่งสินค้าขาเข้า ใบเสร็จรับเงินค่าภาษีอากรขาเข้า และบัญชีแสดงรายการสินค้า

-หลักฐานการทำประกันภัยตามกฎหมาย หลักฐานเพื่อแสดงการเป็นเจ้าของรถ ได้แก่ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และหากเป็นนิติบุคคล ให้ใช้หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล และสำเนาบัตรของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม พร้อมกับตราประทับ (ถ้ามี)

-หนังสือเดินทาง โดยได้รับการตรวจลงตราวีซ่าแบบถูกต้องตามกฎหมาย (กรณีชาวต่างชาติ)

-หนังสือรับรองถิ่นที่อยู่จากสถานทูต สถานกงสุล สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หน่วยราชการหรือองค์การระหว่างประเทศ หรือหนังสือรับรองการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการขอจดทะเบียนรถยนต์นำเข้า

ขั้นตอนการขอจดทะเบียนรถยนต์นำเข้า จะมีขั้นตอนดังนี้

-สำหรับการขอจดทะเบียนรถยนต์นำเข้าเพื่อใช้งาน มีขั้นตอนการขอจดทะเบียนดังนี้

-เดินทางไปขอจดทะเบียนที่กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ

-ยื่นคำขอจดทะเบียนรถพร้อมแนบเอกสารต่าง ๆ เพื่อเป็นหลักฐาน ยื่นขอตัดบัญชีรถ ที่ส่วนควบคุมบัญชีรถและเครื่องยนต์

-ชำระค่าธรรมเนียมและภาษีที่งานทะเบียนรถ

-รับใบเสร็จรับเงิน แผ่นป้ายทะเบียน เครื่องหมายการเสียภาษีประจำปี และใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์

เพียงแค่นี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนทั้งหมด ซึ่งเฉลี่ยในการทำการจดทะเบียน มักใช้เวลาไม่นาน ไม่เกินไปกว่า 3 ชม. โดยรถที่จดทะเบียนเจ้าของรถต้องมีภูมิลำเนาชัดเจน แต่ถ้าหากไม่มีภูมิลำเนาก็ทำการแจ้งจังหวัดที่จะเลือกใช้งานรถ และอีกอย่างสำหรับใครที่ส่งตัวแทนไปทำการ ควรทำหนังสือมอบอำนาจอย่างชัดเจน พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนเซ็นสำเนาถูกต้องด้วยปากกาลูกลื่นสีน้ำเงิน แล้วเซ็นกำกับว่าใช้ในการจดทะเบียนรถนำเข้าเท่านั้น เพื่อป้องกันการถูกนำเอกสารไปปลอมแปลงเป็นอย่างอื่น

และสำหรับขั้นตอนที่เราได้เอามานำเสนอใน สิ่งที่ควรต้องรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการจดทะเบียนรถยนต์นำเข้า ก็มีเพียงเท่านี้ ซึ่งเราเองก็หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ กับคนที่กำลังศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการนำเข้ารถยนต์ส่วนบุคคลอยู่ได้เป็นอย่างดี นอกจากรถแล้วคุณสามารถเข้าไปติดตาม แนะนำ 5 หนังไซไฟ โคตรดีที่ไม่ควรพลาดบน Netflix ที่จะเป็นบทความดีๆมาแนะนำเอาใจคนรักรถที่ชอบการดูหนัง

ปก-ลุยก่อนได้เปรียบกว่า-Mercedes-Benz-EQS-ลุยทำการตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรป

ลุยก่อนได้เปรียบกว่า Mercedes-Benz EQS ลุยทำการตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรป

ปัจจุบันนี้หลายแบรนด์รถยนต์ต่างเริ่มพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า เพื่อรองรับการตลาดรูปแบบใหม่ ซึ่ง Mercedes Benz เป็นหนึ่งแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่พัฒนารถยนต์ไฟฟ้าและวางตลาดแล้ววันนี้MOBILRECORD จะพาไปติดตามกันใน ลุยก่อนได้เปรียบกว่า Mercedes-Benz EQS ลุยทำการตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรป

ลุยก่อนได้เปรียบกว่า Mercedes-Benz EQS ลุยทำการตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรป

                เมื่อไม่นานมานี้ Mercedes Benz ในเยอรมนี ได้เปิดตัวรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้ารุ่นใหม่ชื่อว่า Mercedes-Benz EQS หรือรถไฟฟ้าซีดาน EQS ที่มันขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ามีทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ ซึ่งใช้ระบบเชื้อเพลิงเป็นไฟฟ้า 100%

Mercedes-Benz EQS

(Mercedes-Benz EQS)

                Mercedes Benz กล่าวว่า ในการออกแบบพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของ Mercedes-Benz EQS ในครั้งนี้ เป็นเรื่องใหม่สำหรับพวกเขา แต่เขาทำมันออกมาได้ดีที่สุดโดย Mercedes-Benz EQS ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประกาศจุดเด่นสำคัญ 2 อย่าง ที่เราจะนำเสนอคือ Mercedes-Benz EQS ถูกสร้างมาบนรูปแบบ EV platform ที่เป็นการสร้างเป็นส่วนเฉพาะของรถยนต์ EV นอกเหนือจากนั้น Mercedes-Benz EQS ยังมีระบบ Over-The-Air ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ทาง Mercedes Benz ได้มีการทดลองขึ้น เพื่อให้รถวิ่งบนถนนโดยมีแรงเสียดทานจากลมให้น้อยที่สุด ทำให้รถวิ่งได้เร็ว ไม่ต้านลมหรือที่เรียกว่า อากาศพลศาสตร์ นั่นเอง

                ซึ่งทาง Mercedes Benz จะมีการเปิดให้มีการสั่งจอง Mercedes-Benz EQS ได้ในช่วงเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ แต่สำหรับในเยอรมนีเพียงเท่านั้น และหลังจากนั้นจึงจะทำการขยายตลาดไปยังสหรัฐประมาณช่วงปลายปี 2021 นี้ โดย Mercedes-Benz EQS จะถูกเปิดตัวด้วยรุ่นแสตนดาร์ดที่ราคา 135,529 ยูโร หรือราวๆ 5,421,160 บาท นอกเหนือจากนี้ก็จะมี Edition 1 trim อีกหนึ่งรุ่น ซึ่งมีการอัพเดทออฟชั่นเพิ่มเข้าไปในรถหลายอย่าง โดยมีราคาอยู่ที่ 180,000 ยูโร หรือราวๆ 7,200,000 บาท

                นอกเหนือจากตัวรถแล้ว ทาง Mercedes Benz ก็จะมีอุปกรณ์เสริมที่แยกออกมาโดยมีการผลิตและจำหน่ายโดยศูนย์ Mercedes Benz เอง โดยมีออฟชั่นมากมายหลายอย่างให้เลือก ตัวอย่างเช่น ชุดแต่งภายนอก AMG, หลังคาบานเลื่อนพาโนราม่า, ล้อ 21 นิ้ว AMG และ Badging รวมถึงเบาะหนัง Designio Nappa

                อย่างไรก็ดีเราก็ต้องติดตามกันว่ามันจะได้รับเสียงตอบรับจากแฟนๆ ของ Mercedes Benz ได้ดีซักเท่าไหร่กับ Mercedes-Benz EQS แต่สำหรับในการเปิดตัวครั้งนี้นั้นเป็นการกระตุ้นให้แบรนด์อื่นๆ ได้เริ่มพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาแข่งขันทำการตลาดกันเพิ่มมากยิ่งขึ้น ทำให้อนาคตอันใกล้นี้เราจะได้พบกับรถยนต์สปอร์ตแบบไฟฟ้ากันออกมาให้เลือกอย่างมากมาย และจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ออกมาเพื่อแข่งขันกันในตลาดเพิ่มมากขึ้น

                สำหรับ Mercedes-Benz EQS ตัวนี้ เราก็ไม่อาจทราบได้ว่าจะมีการนำเข้ามาทำตลาดในไทยหรือไม่ แต่หากมีการนำเข้ามาราคาค่าตัวของมันคงสูงขึ้นอีกเท่าตัว เนื่องจากต้องผ่านกำแพงภาษีของไทยที่สูงลิ่วเข้ามานั่นเอง จึงจะทำให้คนไทยนั้นได้ขับรถที่ถูกนำเข้าแพงกว่าประเทศอื่นๆ

Mercedes-Benz EQS ภายใน

(Mercedes-Benz EQS ภายใน)

                เป็นอย่างไรกันบ้างกับ ลุยก่อนได้เปรียบกว่า Mercedes-Benz EQS ลุยทำการตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรป หากเพื่อนๆ คนไหนกำลังเกาะติดกระแสรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ ก็หวังว่าข้อมูลที่ท่านได้รับนี้จะเป็นประโยชน์กับท่านไม่มากก็น้อย สามารถเข้าไปติดตามบทความเพิ่มเติมต่อได้ที่KORMOONROD

รวมรถสปอร์ตสุดหรู ราคาจับต้องได้

รวมรถสปอร์ตสุดหรู ราคาจับต้องได้

หลังจากที่เราได้แนะนำรถยุค’90 ไปแล้วเราก็มาต่อกับ รวมรถสปอร์ตสุดหรู ราคาจับต้องได้ เราเชื่อหนุ่มๆหลายคนกำลังมองหารถในฝันกันอย่างแน่นอนในยุคนี้ เพราะด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้มีรถสปอร์ตมากมายหลายรุ่นออกมาจำหน่ายให้เห็นกัน ซึ่งราคาแต่ละคนก็เรียกได้ว่าสามารถจับต้องได้หากมีทุนพอที่จะซื้อมาขับ บทความของMOBILRECORDจึงได้นำรถสปอร์ตหรูที่ราคาไม่แรงมากมาให้คุณได้ดูกัน จะมีรุ่นไหนบ้างไปดูกันเลยครับ

แนะนำรถสปอร์ตหรู ราคาน่าเข้าถึงปี 2021

BMW I8 ROADSTER

BMW I8 ROADSTER

BMW i8 รถสปอร์ตไฮบริคที่มีดีไซน์สุดล้ำสมัยให้อารมย์เหมือนคุณกำลังขับซุปเปอร์คาร์รักโลก มีราคาอยู่ที่ 12.9 ล้านบาท มาพร้อมเครื่องยนต์ 3 สูบเทอร์โบคู่ 1.5 ลิตร 231 แรงม้า และมอเตอร์ไฟฟ้า Synchronous electric motor 2 ตัว 142 แรงม้า จึงทำให้ i8 มีกำลังสูงถึง 374 แรงม้า สามารถวิ่ง 0-100 กม/ชม ในเวลาเพียง 4.6 วินาที และประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 47.6 กม/ลิตร เรียกได้ว่า เร็ว แรง ประหยัดครบจบในคันเดียวเลยแหละครับกับคันนี้

PORSCHE 911 CARRERA

PORSCHE 911 CARRERA

ที่สุดของที่สุดรถสปอร์ตคงต้องยกให้ Porsche 911 รุ่นที่ 8 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์บ็อกเซอร์เทอร์โบคู่ 3.0 ลิตร 444 แรงม้า ที่ให้ความเร็วจาก 0-100 กม/ชม เพียง 4.2 วินาที ที่ออกมาราคาขายอยู่ที่ 12.8 ล้านบาท เรียกได้ว่าดูดีมีสไตล์มากเลยกับรถคันนี้

NISSAN GTR 50TH ANNIVERSARY

NISSAN GTR 50TH ANNIVERSARY

อีกหนึ่งของรถซุปเปอร์คาร์ที่สร้างชื่อให้ประเทศญี่ปุ่น คงหนีไม่พ้น Nissan GTR มาพร้อมเครื่อง ยนต์ V6 3.8 ลิตร เทอร์โบคู่ 555 แรงม้า ที่สามารถหาซื้อได้ในราคา 11.3 ล้านบาท และรุ่นธรรมดาจะมีราคาอยู่ที่ 5.5 ล้านบาท เรียกได้ว่าต้องมีไปจับจองเป็นเจ้าของซักคันแล้วกับ Nissan GTR

LOTUS EVORA

LOTUS EVORA

LOTUS EVORA รถสปอร์ตที่มาพร้อมเครื่องยนต์ Toyota 2GR-FF V6 3.5 ลิตร ตัวแรง 276 แรงม้า กินน้ำมันเพียง 15 กม/ลิตร ที่หาซื้อได้ในราคาเพียง 7.9 ล้านบาท ซึ่งราคามือสองเองจะอยู่ที่ 3 ล้านกว่าๆ เองซึ่งเหมาะสำหรับคนมีสไตล์เรียบหรูเป็นอย่างมาก

JAGUAR F-TYPE

JAGUAR F-TYPE

มากับคันนี้ที่เปิดราคาที่  6.9 ล้านบาท พร้อมเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร 4 สูบเทอร์โบ 300 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 5.7 วินาที ที่กินน้ำมันเพียง 13.8 กม/ลิตร สำหรับคนไหนที่ต้องการความเร็วแบบออฟชั่นจัดเต็มต้องคันนี้เลยครับท่าน

เป็นยังไงกันบ้างครับกับแต่ละรุ่นที่เราได้หยิบยกมาฝากคุณในวันนี้แค่เห็นออฟชั่นมาพร้อมกับสเป็คแล้วต้องรียไปจับจองกันเลยทีเดียวใช่ไหมครับ แต่ทั้งนี้คุณเองสามารถเข้าไปติดตามบทความอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่KORMOONRODเว็บไซต์ที่เป็นแหล่งรวมข้อมูลต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ให้กับเพื่อนๆที่ติดตามเราไม่มากก็น้อย หวังว่าจะได้รับประโยชน์จากบทความที่เรานำมาฝากในวันนี้นะครับ!

รู้จักกับรถสปอร์ตญี่ปุ่นแห่งยุค '90

รู้จักกับรถสปอร์ตญี่ปุ่นแห่งยุค ’90

คุณรู้ไหมว่าช่วงหนึ่งรถสปอร์ตญี่ปุ่นเคยเข้ามามีบทบาทอย่างมากในเมืองไทยในช่วงหนึ่ง ยิ่งในช่วง 1990 มีการเปิดเสรีรถยนต์นำเข้า ทำให้มีรถสปอร์ตญี่ปุ่นเข้ามานิยมเป็นอย่างมากในไทย บทความของทาง MOBILRECORD จะพาคุณไป รู้จักกับรถสปอร์ตญี่ปุ่นแห่งยุค ’90 ที่สายซิ่งในบ้านเราต้องเคยมีขับมาก่อนกันครับ

รถสปอร์ตญี่ปุ่นยุค ’90

Toyota Supra JZA80

ta Supra JZA80

รถสปอร์ตจากทางค่าย Toyota ที่ใครๆต่างก็รู้จักกันเป็นอย่างดี ด้วยรูปแบบสปอยเลอร์หลังที่เป็นรูปตัว U ควำที่เมื่อก่อนมักโดนแซวว่ามีราวตากผ้าติดรถ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 6 สูบเรียงที่ในปัจจุบันนั้นจะหามาขับแทบไม่ได้แล้ว เพราะมีให้เห็นน้อยมาก ซึ่งที่อยู่ใต้ฝากระโปงลงไปของ Supra คือ 2JZ-GTE โดยปัจจุบันมีการพูดถึงเป็นอย่างมากว่าจะมีการนำ  Supra กลับมาอีกครั้ง แต่ก็โดนเลื่อนออกไปตลอดจนถึงปัจจุบัน

Honda NSX

Honda NSX

Road Car ที่ถือได้ว่าทำออกเป็นรถสปอร์ต ที่สามารถใช้งานได้จริงของทาง Honda นั้น มีเป้าหมายพัฒนา NSX (New Sportcar eXperimental) เพื่อยกระดับตัวเองให้เทียบเคียงกับผู้ผลิตรถซุปเปอร์คาร์อย่าง Ferrari ซึ่งในตอนนั้นพวกเขาตั้งเป้าว่า NSX จะต้องยกระดับให้ขึ้นมาเทียบเคียงกับ 328 ตัวรถที่ได้ถูกพัฒนาขึ้นในปี 1984 จนมาเป็นรถ่นรถที่ออกสู่ตลาดในปี 1989 ที่อยู่มานานจนถึงปี 2005 ก่อนที่จะมีการเลิกผลิต จนกระทั่งปี 2015 ทาง Honda จะมีการเปิดตัวเจนเนอเรชั่นที่ 2 ออกมาให้สายซิ่งในบ้านเราไปตามกัน

Mazda RX-7 FD3S

 Mazda RX-7 FD3S

อีกหนึ่งสปอร์ตคาร์ที่ได้มีลูกสูบสามเหลี่ยมหมุนอย่าง Rotary เป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 แต่ที่เรียกได้ว่าโด่งดังและมีการพูดถึงเป็นอย่างมากคือเจนเนอเรชั่น 2 ก่อนจะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายกับเจนเนอเรชั่น 3 ในรหัส FD3S ที่ได้เปิดตัวออกสู่ตลาดในปี 1991 จนถึงปี 2002 กับเครื่องยนต์ Rotary แบบ 2 โรเตอร์ที่มีความจุ 1,300 ซีซี พร้อมเทอร์โบคู่ ที่รีดกำลังออกมาได้ 255-280 แรงม้าขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย จากนั้นก้ได้หายไปจากตลาด และได้มีรุ่น RX-8 มาแทนที่ซึ่งไม่ค่อยตอบโจทย์คนเล่นรถกลุ่มเดิมมากซักเท่าไหร่

Nissan Silvia S14

Nissan Silvia S14

เป็นรถสปอร์ตที่ได้รับความนิยมอย่างมากในตลาดโลกด้วยรุ่น 13 แต่ที่ได้รับความนิยมในไทยจริงๆ คือ S14 กับรูปร่างที่สวยและสปอร์ตขึ้นมากจาก S13 วมถึงยังมีทางเลือกของความเร้าใจกับเครื่องยนต์ในตระกูล SR ทั้งตัวธรรมดา และตัวแรงในรหัส SR20DET ที่มีกำลังในระดับ 215 แรงม้า และในตลาดบางแห่งเช่นในสหรัฐอเมริกา ยังมีทางเลือกของเครื่องยนต์ในรหัส KA24DE แบบ 2,400 ซีซีด้วย และขายในชื่อ 240SX

เป็นยังไงกันบ้างครับกับบทความที่เราพาคุณไป รู้จักกับรถสปอร์ตญี่ปุ่นแห่งยุค ’90 ที่เคยได้รับความนิยมในไทย เราเชื่อว่าคนรักรถทั้งหลายที่เข้ามาอ่าน จะต้องไปหาซื้อมาเก็บไว้อย่างแน่นอนเลยครับ แต่คุณเองก็อย่าลืมดูแลสุขภาพกันในช่วงล็อกดาวน์แบบนี้ สามารถไปติดตามเว็บไซต์TURAKITDUNG ที่จะมีส่วนช่วยให้คุณมีสุขภาพดีๆในการขับรถได้นั่นเองครับ

ORA Good Cat GT 2022 เวอร์ชันสปอร์ต มีจำหน่ายที่จีน ราคาไม่เกิน 8 แสนบาท

ORA Good Cat GT 2022 เวอร์ชันสปอร์ต มีจำหน่ายที่จีน ราคาไม่เกิน 8 แสนบาท

ORA Good Cat GT 2022 เวอร์ชันสปอร์ต มีจำหน่ายที่จีน ราคาไม่เกิน 8 แสนบาท ORA เปิดเผยว่ารถไฟฟ้า Good Cat GT 2022 ใหม่ จะมีราคาจำหน่ายในจีนอยู่ระหว่าง 140,000 – 150,000 หยวน หรือคิดเป็นเงินไทยตกราว 710,000 – 760,000 บาท ส่วนราคาจำหน่ายที่แน่ชัดจะถูกประกาศอีกครั้ง

ORA Good Cat GT 2022

1

ORA Good Cat GT ถูกวางให้เป็นเวอร์ชันสปอร์ตในตระกูล Good Cat มาพร้อมกันชนหน้าดีไซน์พิเศษที่ช่วยเพิ่มความดุดันมากยิ่งขึ้น ตกแต่งด้วยแถบสีแดงสะดุดตา กันชนท้ายตกแต่งคล้ายกับดิฟฟิวเซอร์ ติดตั้งล้ออัลลอยแบบ 5 ก้านคู่ดีไซน์เฉพาะรุ่นที่ถูกตกแต่งด้วยสีแดง ปิดท้ายด้วยสปอยเลอร์เหนือประตูท้ายพร้อมสัญลักษณ์ GT สีแดง

ภายในห้องโดยสารของ ORA Good Cat GT ถูกตกแต่งด้วยโทนสีเทาสลับแดง ตกแต่งแผงคอนโซลด้วยวัสดุแบบ 3D-Mesh มาพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่และจออินโฟเทนเมนท์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกันเพื่อให้มีลักษณะยาวเป็นพิเศษ พร้อมด้วยพวงมาลัยแบบ 2 ก้านตกแต่งด้วยสีดำ-แดง

2

ด้านขุมพลังของ ORA Good Cat GT ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 126 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 171 แรงม้า (PS) พร้อมด้วยแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออนที่ช่วยให้ขับขี่ได้เป็นระยะทางราว 501 กิโลเมตรต่อการชาร์จแต่ละครั้งตามมาตรฐาน NEDC

3

ราคาจำหน่ายเบื้องต้นของ ORA Good Cat GT 2022 ใหม่ จะอยู่ระหว่าง 140,000 – 150,000 หยวน หรือคิดเป็นเงินไทยตกราว 710,000 – 760,000 บาท ส่วนราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการจะถูกประกาศอีกครั้ง

และใครที่กำลังลังเลว่าจะออกรถรุ่นไหนดี ทางเรามีบทความดี ๆ มาแนะนำกับ 5 รถยนต์น่าซื้อใช้งานปี 2021 หวังว่าจะถูกใจทุกคนกันนะ!

สายเอนเตอร์เทนตามมาทางนี้ เรามีเว็บไซต์ดี ๆ อย่าง newtvset มาบอกต่อ เว็บที่รวมเรื่องบันเทิง ข่าวทั่วไปในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่าง 10 อัลบั้มทำเงิน K-pop ในยุคนี้ อย่าลืมแวะไปเยี่ยมชมกันนะ!

มอเตอร์ไซค์ใหม่ที่เปิดตัวในงาน มอเตอร์โชว์ 2021

มอเตอร์ไซค์ใหม่ที่เปิดตัวในงาน มอเตอร์โชว์ 2021

มอเตอร์ไซค์ใหม่ที่เปิดตัวในงาน มอเตอร์โชว์ 2021 หรือ The 42nd Bangkok International Motor Show ที่ปีนี้ บรรดาผู้ผลิต ค่ายรถต่าง ๆ ยังคงส่งรถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ มาเปิดตัวกันอย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นรถมอเตอร์ไซค์ในสไตล์สปอร์ตออโตเมติก ไปจนบิ๊กไบค์ตัวแรง และรถมอเตอร์ไซค์ adventure bike สำหรับสายทัวร์ริ่ง จะมีรุ่นไหนบ้างไปติดตามกัน

5 เช็กลิสต์มอเตอร์ไซค์ บิ๊กไบค์ เปิดตัวใหม่ครั้งแรก

Suzuki GSX-S750

1. Suzuki GSX-S750

Suzuki GSX-S750 มอเตอร์ไซค์ street bike รุ่นใหม่จากค่าย ซูซูกิ ที่มาพร้อมกับการออกแบบให้ดูดุดันมากขึ้น ใช้ขุมพลังเครื่องยนต์ 749 ซี.ซี. 4 จังหวะ แบบ DOHC 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยของเหลว ระบบเกียร์แบบ 6 สปีดที่ได้รับการพัฒนาใหม่ ตอบสนองอัตราเร่งได้ทันใจ และส่งกำลังแรงบิดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่รอบความเร็วต่ำและกลางได้เป็นอย่างดี พร้อมด้วยระบบ Traction Control ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการ เพื่อควบคุมการหมุนของล้อในแต่ละสภาพถนนให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ราคาจำหน่าย 379,000 บาท

Suzuki V-Strom 650 XT

2. Suzuki V-Strom 650 XT

สำหรับสายลุย สายท่องเที่ยว ต้องไม่พลาด Suzuki V-Strom 650 XT มอเตอร์ไซค์ adventure bike รุ่นใหม่ ปี 2021 ที่มาพร้อมกับ 3 สีใหม่ คือ สีเหลือง, สีเทา และสีแดง/ดำ ใช้เครื่องยนต์แบบ DOHC V-Twin 645 ซี.ซี. ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ และระบบ Traction Control 3 ระดับ เบรกหน้าแบบ Twin Disc และหลังแบบ Single Disc พร้อมระบบเบรก ABS หน้า-หลัง 

ราคาจำหน่าย 371,000 บาท

Harley Davidson Pan America 1250

3. Harley Davidson Pan America 1250

Harley Davidson Pan America 1250 มอเตอร์ไซค์ทัวร์ริ่งแอดเวนเจอร์ ที่ใครหลายคนรอคอย ด้วยความอเนกประสงค์ที่เหมาะกับการเดินทางในเมือง และผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัย พร้อมด้วยพละกำลังจากเครื่องยนต์ Revolution Max 1250 V-Twins 8 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยของเหลว ให้พละกำลังสูงสุดที่ 150 แรงม้า แรงบิดที่ 128 นิวตันเมตร ที่ 6,750 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และมีโหมดการขับขี่ให้เลือกถึง 5 โหมดด้วยกัน คือ Road, Sport,Rain, Off-Road และ Off-Road Plus รวมทั้งยังมีเทคโนโลยีทันสมัยที่เพิ่มเข้ามาให้อีกมากมาย สะดวกสบายด้วยการเชื่อมต่อผ่านแอปพลิเคชัน Harley Davidson App ใช้ได้ทั้ง iOS และ Android 

ราคาจำหน่าย

  • รุ่น Standard ราคา 899,000 บาท
  • รุ่น Special ราคา 952,000 บาท
Honda Lead 125

4. Honda Lead 125

Honda Lead 125 รถมอเตอร์ไซค์สกูตเตอร์รุ่นใหม่จากค่าย Honda ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมือง มีฟังก์ชันอำนวยความสะดวกครบครัน ช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ ไฟหน้า LED หน้าจอมัลติฟังก์ชันพร้อมแจ้งเตือนการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ขุมพลังเครื่องยนต์ eSP 125 ซี.ซี. ระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI 4 จังหวะ แบบซิงเกิลโอเวอร์เฮดแคมชาฟต์ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ แบบ V-MATIC ระบบเบรกหน้าแบบไฮดรอลิก ดิสก์เบรก เบรกหลังดรัมเบรก

ราคาจำหน่าย 55,000 บาท

Yamaha MT-07

5. Yamaha MT-07

มอเตอร์ไซค์ naked bike สไตล์สปอร์ตโฉมใหม่ที่มาพร้อมด้วยเครื่องยนต์สุดแรง และรูปลักษณ์ที่เท่ ดุดัน เช่นเดิม ใช้ขุมพลังเครื่องยนต์ 689 ซี.ซี. DOHC 4 จังหวะ 2 สูบเรียง 4 วาล์ว ระบบเกียร์ธรรมดาแบบ 6 สปีด ให้พละกำลังสูงสุดที่ 74 แรงม้า ที่ 9,000 รอบต่อนาที ระบายความร้อนด้วยน้ำ ระบบเบรกหน้าแบบดิสก์เบรก ลูกสูบคู่ 282 มม. เบรกหลังแบบดิสก์เบรก ลูกสูบเดี่ยว 245 มม. พร้อม ABS ระบบกันสะเทือนหน้าโช้คอัพคู่ เทเลสโคปิค ปรับระยะได้ 41 มม. Inverted fork โช้คอัพหลังสปริงเดี่ยว สวิงอาร์ม Adjustable link Monocross

ราคาจำหน่าย 289,000 บาท

ในงานมอเตอร์โชว์ 2021 นอกจากมอเตอร์ไซค์ และบิ๊กไบค์รุ่นใหม่ ๆ ที่มาเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว ผู้ผลิตรถยนต์แต่ละค่ายยังมาพร้อมกับโปรโมชั่นเด็ดมากมาย รวมถึงยังมีรถยนต์หลาย ๆ รุ่น รถใหม่มอเตอร์โชว์ 2021 และสาวสวย พริตตี้มอเตอร์โชว์ 2021 คอยสร้างสีสันด้วย ลองแวะไปเดินชมงานกันได้ที่ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานีกันได้เลย

หากใครสนใจเรื่องบ้าน ไอเดียแต่งบ้าน การจัดสวน บอกเลยเว็บ protonvip ได้รวบรวมมาไว้ให้คุณแล้ว แวะเข้าไปอ่านเพื่อเป็นไอเดีย ๆ ในการแต่งบ้านของคุณได้เลย

รถยนต์ถือเป็นยานพาหนะ ที่เราใช้กันประจำ ซึ่งหากจะบอกว่ามันเป็นปัจจัยสำคัญ ในการดำเนินชีวิตของเราก็ย่อมได้ แม้ว่าการแพร่ระบาดไวรัสโควิด 19 ในปี 2021 จะส่งผลกระทบ ต่อการเปิดตัวรถใหม่ในช่วงครึ่งปีแรกไป แต่ช่วงครึ่งปีหลัง ที่เราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้มากขึ้น ก็สามารถจัดเปิดตัวในครึ่งปีหลังได้แล้ว ทางเราจึงมี 5 รถยนต์น่าซื้อใช้งานปี 2021 มาแนะนำ

5 รถยนต์น่าซื้อใช้งานปี 2021

5 รถยนต์น่าซื้อใช้งานปี 2021

รถยนต์ ถือเป็นยานพาหนะ ที่เราใช้กันประจำ ซึ่งหากจะบอกว่ามันเป็นปัจจัยสำคัญ ในการดำเนินชีวิตของเราก็ย่อมได้ แม้ว่าการแพร่ระบาดไวรัสโควิด 19 ในปี 2021 จะส่งผลกระทบ ต่อการเปิดตัวรถใหม่ในช่วงครึ่งปีแรกไป แต่ช่วงครึ่งปีหลัง ที่เราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้มากขึ้น ก็สามารถจัดเปิดตัวในครึ่งปีหลังได้แล้ว โดยวันนี้ mobilrecord มี 5 รถยนต์น่าซื้อใช้งานปี 2021 มาแนะนำ พร้อมแล้วไปดูกันเลยดีกว่า ว่าแต่ค่ายนั้นขนออฟชั่นพิเศษอะไร มาเพิ่มความอยากได้ของคนรักรถบ้าง

5 รถยนต์เปิดตัวใหม่ น่าซื้อใช้งานปี 2021

Honda City Hatchback 2021

1. Honda City Hatchback 2021

เรียกได้ว่าสร้างเสียงฮือฮาได้ไม่น้อยทีเดียว กับการเปิดตัวน้องใหม่ในตระกูล City จากค่ายดังในญี่ปุ่นอย่าง Honda กับรุ่นที่ชื่อว่า City Hatchback 2021 หลายคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า Honda เป็นหนึ่งค่ายรถยนต์ของไทยที่ปลุกกระแสรถยนต์ท้ายตัด หรือตัวถังทรง Hatchback ให้กลับมาเปรี้ยงปร้างในกลุ่มคนรักรถได้อีกครั้งด้วย Civic 3 Door ช่วงต้นยุค 90 กับราคาสุดว้าว

ซึ่งในยุคนั้น Honda ยังถือว่าเป็นของหรูสำหรับคนทั่วไปอยู่ และอีกครั้งกับ Honda Jazz จนกลายเป็นดาวค้างฟ้าก่อนการมาถึงของโครงการอีโคคาร์ ซึ่งแน่นอนว่า Honda City Hatchback 2020 จึงมีความน่าสนใจอย่างที่สุด ด้วยรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนกรอบซิตี้แบบเดิม ๆ ที่เราเคยเจอมาก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง แถมมาในราคาเพียงห้าแสนนิด ๆ นี่น่าจะเป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์ครอบครัวดีไม่น้อนทีเดียว

Toyota C-HR 2021

2. Toyota C-HR 2021

สำหรับ Toyota C-HR 2020 ถือว่าออกมาแล้วสร้างความประทับใจ ให้กับสาวกโตโยต้าได้เป็นอย่างดี โดยจะสังเกตได้จากที่มีรถรุ่นนี้แล่นอยู่ทั่วประเทศไทย แน่นอนว่าในปี 2021 รถยนต์รุ่นนี้ ต้อมกลับมาตีตลาดให้ขาดกระจายอีกครั้งแน่นอน และที่น่าจับตาสำหรับ Toyota C-HR 2021 ใหม่ปรับโฉม อาจไม่ใช่ในเรื่องของดีไซน์ แต่เราคงพุ่งประเด็นไปที่ Toyota จะปรับเปลี่ยนการรับรู้ หรือโฟกัสกับกลุ่มเป้าหมายอย่างไรให้เข้าใจตัวตนของ C-HR เพราะจริง ๆ แล้ว C-HR เป็นไลฟ์สไตล์ครอสโอเวอร์ทรงคูเป้ที่มีบุคลิกแรง เป็นตัวของตัวเองสูง ฉะนั้น เรื่องความสะดวกสบาย อาจจะไม่ใช่จุดขายของรถรุ่นนี้ก็ได้

MG Halo Car

3. MG Halo Car

MG ถือเป็นค่ายน้องใหม่ ที่มาแรงไม่น้อยเช่นกัน ในช่วง 2 – 3 ปีให้หลังมานี้ เพราะยอดขายค่อนข้างพุ่งแรง จนบางแห่งแซงหน้าเจ้าดัง 2 แบรนด์แรกไปเสียอีก ซึ่งรถยนต์ที่จะเปิดขายในปี 2021 เราจะขอเรียกว่า Halo Car หรือรถที่ใช้ “เรียกแขก” คล้ายกับที่ Nissan มี GT-R หรือ Toyota มี Supra ไว้ประดับไลน์อัพ และสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ในไทยมากกว่าหวังกำไรจากยอดขายเป็นกอบเป็นกำ

ตอกย้ำความเป็นแบรนด์รถสปอร์ตเบาเก่าแก่ที่ขับสนุกจากเกาะอังกฤษ Morris Garages ซึ่งก่อนหน้าที่ผู้บริการของ MG ประเทศไทย เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า MG รุ่นใหม่ในไทยเพื่อสร้างภาพลักษณ์ ไม่หวังยอดขายในปีนี้ ซึ่งถ้าให้รหัสจากประโยคดังกล่าว อาจเป็น MG E-Motion Concept ที่มาในเวอร์ชั่นผลิตจริง

Nissan Navara 2021

4. Nissan Navara 2021

Nissan เป็นอีกค่ายที่ออกรถยนต์รูปแบบใหม่ ๆ มาเอาใจคนใช้รถ ได้สมกับสภาพการใช้งานเสมอ ซึ่งเมื่อพูดถึงระกระบะ ที่ต้องบรรทุกของหลายสิ่งอย่าง Nissan Navara ถือเป็นรถที่ตอบโจทย์มาก ๆ ในส่วนของNissan Navara 2021 จะเปิดตัวในไทยทันภายในครึ่งหลังของปีนี้ มีการคาดเดาว่า Navara อยู่ในแผนเปิดตัวรถรุ่นใหม่ A-Z รวม 12 รุ่น รอบโลกของ Nissan เพราะจะว่าไป Navara ค่อนข้างเป็นรถกระบะจากค่ายใหญ่ อาภัพด้านยอดขายมาตลอดนับจากหมดยุค BIG M ซึ่งข้อมูลที่เราทราบมาแบบค่อนข้างแน่ชัด คือตัวใหม่ที่จะมีการเปิดตัว จะไม่เหมือนและเล็กกว่า Nissan Frontier 2021 แน่นอน

Honda HR-V 2021

5. Honda HR-V 2021

ปิดท้ายกันที่รถยนต์จากค่ายดัง Honda กับรุ่นที่ชื่อว่า HR-V ที่จะกลับมาขโมยใจคนรักรถอีกครั้งในปี 2021 ความจริงแล้วในปี 2020 ที่ผ่านมา HR-V ยังเป็นรถที่ถูกพูดถึงอย่างหนาหู และมีการซื้อขายที่อยู่ในระดับดีอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องบอกว่าตลาดรถยนต์ มันมีการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะแม้ Honda HR-V และ Toyota C-HR ที่ว่ากระแสแรงยังโค่นไม่ได้ แต่กลับกลายเป็นว่ายอดขายดันมาแพ้ม้ามืด MG ZS ไปง่าย ๆ เสียอย่างนั้น แถมล่าสุด Toyota ได้แก้เกม ส่ง Corolla Cross มาสู้ด้วยขนาดก้ำ ๆ กึ่ง ๆ ระหว่าง HR-V และ CR-V คราวนี้เราต้องมาดูกันว่า ทาง Honda จะมีการแก้เกม ปรับรูปโฉมของ HR-V ที่จะเปิดตัวในปี 2021 ออกมาแบบไหน ให้กลับมาบูมได้เป็นพลุแตกอีกครั้ง

สำหรับใครที่แผนจะซื้อรถยนต์สักคัน เอาไว้เดินทางเราขอแนะนำว่า ให้อดใจรอกันอีกนิด รอดูรูปลักษณ์ และออฟชั่นต่าง ๆ ที่จะถูกใส่เอาไว้ในรถทั้ง 5 รุ่นนี้ก่อน เพราะเราเชื่อว่าแต่ล่ะค่ายจะขนมาแบบจัดเต็มแน่นอน บางครั้งการตัดสินใจซื้อก่อน มันอาจะทำให้ท่านเสียใจทีหลังก็ได้ ฉะนั้น อย่าเพิ่งรีบและอดใจรอกันอีกนิดนะคะ

All-new MG5 2021 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย 20 ก.ค. นี้!

All-new MG5 2021 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย 20 ก.ค. นี้!

All-new MG5 2021 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย 20 ก.ค. นี้! หลังจากที่ All New MG 5 2021 รถสปอร์ตซีดานคูเป้รุ่นใหม่ ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศจีน เมื่อช่วงปลายปี 2020 ล่าสุด เอ็มจี ประเทศไทย เตรียมเปิดตัว All New MG 5 2021 สปอร์ตซีดานรุ่นใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 2 ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 โดย All New MG 5 2021 จะมากับการปรับเปลี่ยนรูปโฉมใหม่หมด ตั้งแต่ด้านหน้าถึงด้านท้าย เสริมภาพลักษณ์ความสปอร์ตเต็มตัว พร้อมทั้งยังปรับขนาดตัวถังให้ใหญ่ขึ้น คาดการณ์ว่าจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 6-7 แสนบาท 

All-new MG5 2021 ดีไซน์ภายนอกเน้นความสปอร์ต

ในด้านรายละเอียดของตัวรถ ทางเอ็มจี ประเทศไทย ก็ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลใด ๆ มีเพียงรูปทีเซอร์ที่ส่งออกมา ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นตัวเดียวกันกับที่จะเปิดตัวในเมืองไทย คือ มีกระจกหน้าสีดำดีไซน์ใหม่ ปรับขนาดให้ใหญ่กว่าในเจเนอเรชั่นแรก มาพร้อมชุดไฟหน้าทรงยาวเรียวแบบ LED ที่ถูกออกแบบรับกับเส้นสายด้านหน้าและด้านข้างตัวรถ เน้นเส้นสายที่คมชัดและดูโฉบเฉี่ยว

รับกับล้ออัลลอยลวยลายใหม่สีทูโทน ขนาด 17 นิ้ว ส่วนด้านท้ายรถเป็นสไตล์คูเป้ 4 ประตู ท้ายลาด ชุดไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ โดดเด่นด้วยรูปตัว C ที่เรียงซ้อนกันอยู่ภายใน กันชนท้ายแบบสปอร์ตเข้าชุดกับดิฟฟิวเซอร์สไตล์ดุดัน มาพร้อมปลายท่อไอเสียคู่แยกซ้าย-ขวา 

1

ด้านมิติตัวรถใหญ่ปรับขนาดให้ใหญ่ขึ้น ด้วยความยาว 4,675 มม. ความกว้าง 1,842 มม. ความสูง 1,473 มม. และมีความยาวฐานล้อ 2,680 มม.

2

ดีไซน์ภายในห้องโดยสาร

ภายในห้องโดยสารคาดว่าจะเป็นเวอร์ชั่นเดียวกันกับที่เปิดตัวในเมืองจีน แต่ที่บ้านเรานั้นจะเป็นพวงมาลัยขวา ตกแต่งเน้นความหรูหรา มาพร้อมกับมาตรวัดขนาดใหญ่ถึง 12.3 นิ้ว หน้าจออินโฟเทนเมนต์เป็นแบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว เสริมด้วยเครื่องเสียงคุณภาพ

พร้อมลำโพง 6 ตำแหน่ง เบาะนั่งดีไซน์สปอร์ต ฝั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 6 ระดับ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้าน ทรงท้ายตัด เสริมความหรูหราด้วยหลังคาซันรูฟขนาดใหญ่ ที่ปัจจุบันนี้เป็นออปชั่นที่จัดมาให้แทบทุกรุ่น

3

สมรรถนะและขุมพลัง

ในเรื่องของขุมพลังเครื่องยนต์นั้นยังไม่มีความชัดเจนว่าจะนำเครื่องยนต์สเปกที่เปิดตัวในเมืองจีนมาประจำการในเมืองไทยหรือไม่ โดยในสเปกจีนจะมีให้เลือกทั้ง

  • เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.5 ลิตร ให้กำลัง 120 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิด 150 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบ/นาที ชุดส่งกำลังจะมีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ CVT 
  • เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.5 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลัง 173 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิด 275 นิวตันเมตร ที่ 1,750-4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ดูอัลคลัตช์ DCT 7 สปีด
4

ทั้งนี้ All New MG 5 เตรียมเปิดผ้าคลุมอย่างเป็นทางการในประเทศไทย วันที่ 20 กรกฎาคม 2564 ซึ่งคู่แข่งในตลาดโดยตรงของ All New MG 5 ก็จะอยู่ในกลุ่มรถ B-Segment ทั้ง Honda City, Toyota Yaris ATIV,  Mazda 3 รวมทั้งในกลุ่ม Eco Car อย่าง Nissan Almera, Mazda 2 เป็นต้น ด้านราคาค่าตัวคาดกันว่าจะไม่เกิน 7 แสนบาท ส่วนราคาจริงรวมถึงรายละเอียดโดยรวมทั้งหมด mobilrecord จะมาบอกในบทความต่อไป

อ้างอิงโดย car.kapook